กิน ทุเรียน กับ เหล้า อันตรายจริงไหม งานวิจัยพิสูจน์อะไรไปแล้วบ้าง
ทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ย่อยแอลกอฮอล์ได้ในหลอดทดลอง และทำให้หนูขับอะเซตัลดีไฮด์ช้าลง แต่ยังไม่มีการทดลองในคน ดูว่าอะไรพิสูจน์แล้ว อะไรยังเป็นแค่เรื่องเล่า
- ปี 2552 ทีมจากมหาวิทยาลัยสึคุบะพบว่าสารสกัดทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ ALDH จากยีสต์ได้สูงสุด 70% ในหลอดทดลอง น่าจะมาจากสารกำมะถัน
- ปี 2555 ทีมเดียวกันทดลองในหนู พบว่าหนูที่ได้ทุเรียนขับอะเซตัลดีไฮด์ช้าลงและตัวเย็นลง แต่หนูที่ได้กะหล่ำปลีก็เป็นคล้ายกัน
- ยังไม่มีการทดลองในคน จึงยังบอกไม่ได้ว่ากินเท่าไหร่ถึงอันตราย และเรื่องท้องระเบิดไม่มีหลักฐานรองรับ
- กรมอนามัยแนะนำไม่กินทุเรียนคู่กับแอลกอฮอล์ ทุเรียน 4-6 เม็ดให้พลังงาน 520-780 กิโลแคลอรี
คำเตือนว่า “อย่ากินทุเรียนกับเหล้า” มีงานวิจัยรองรับอยู่บางส่วน สารสกัดทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ที่ร่างกายใช้กำจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์ได้ในหลอดทดลอง และในการทดลองกับหนู หนูที่ได้ทุเรียนขับสารพิษนั้นช้าลง แต่ ยังไม่มีการทดลองในคน จึงยังไม่รู้ว่ากินเท่าไหร่ ดื่มเท่าไหร่ ถึงจะอันตราย บทนี้แยกให้ดูว่าอะไรพิสูจน์แล้ว อะไรยังเป็นแค่เรื่องเล่า
ช่วงหน้าทุเรียน เรื่องนี้กลับมาเป็นข่าวทุกปี บางครั้งมาพร้อมเรื่องเล่าว่ามีคนเสียชีวิต หรือท้องระเบิด อ่านจบแล้วจะรู้ว่าเรื่องไหนมีที่มา และควรทำตัวยังไงแบบไม่ต้องกลัวเกินเหตุ
ร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ยังไง
ก่อนดูงานวิจัย ต้องเข้าใจสองขั้นนี้ก่อน
- ตับเปลี่ยนแอลกอฮอล์ (เอทานอล) เป็น อะเซตัลดีไฮด์ (acetaldehyde) สารตัวนี้เป็นพิษ ทำให้หน้าแดง ใจสั่น คลื่นไส้
- เอนไซม์ชื่อ ALDH (aldehyde dehydrogenase) เปลี่ยนอะเซตัลดีไฮด์ต่อเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ
ถ้า ALDH ทำงานไม่ได้ อะเซตัลดีไฮด์จะค้างในเลือด ยาเลิกเหล้าชื่อ disulfiram ใช้หลักนี้ ทำให้คนที่กินยาแล้วดื่มรู้สึกแย่มาก อาการแบบนี้เรียกว่า disulfiram-ethanol reaction และยา disulfiram ก็เป็นสารที่มีกำมะถัน ทุเรียนเองมีสารกำมะถันมาก ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นแรง นักวิจัยเลยตั้งคำถามว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวกันไหม
งานที่หนึ่ง: หลอดทดลอง ปี 2552
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ ญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในวารสาร Food Chemistry ปี 2552 (ค.ศ. 2009)
- นำสารสกัดทุเรียนมาใส่กับเอนไซม์ ALDH จากยีสต์ ไม่ใช่จากคน
- ผลคือยับยั้งเอนไซม์ได้มากขึ้นตามปริมาณ สูงสุดราว 70% ที่ความเข้มข้น 0.33 ppm
- ส่วนของสารสกัดที่มีกำมะถันมากที่สุดยับยั้งได้แรงที่สุด
ตัวผู้วิจัยเองเขียนไว้ในบทคัดย่อว่า พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของอาการไม่พึงประสงค์จากการกินทุเรียนคู่กับแอลกอฮอล์ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ งานนี้จึงเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าคนกินแล้วเป็นอันตราย
งานที่สอง: หนูทดลอง ปี 2555
ทีมเดียวกันทำต่อในหนู ตีพิมพ์ใน Food Chemistry ปี 2555 (ค.ศ. 2012) ใช้ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง
- ป้อนทุเรียน หรือกะหล่ำปลี ให้หนูวันละ 2.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 100 กรัม แล้วให้เอทานอล 1.25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
- หนูทั้งกลุ่มทุเรียนและกลุ่มกะหล่ำปลีขับอะเซตัลดีไฮด์ออกจากเลือดช้าลง และ อุณหภูมิร่างกายลดลง แบบเดียวกับอาการ disulfiram-ethanol reaction
- กลุ่มทุเรียนเริ่มรังเกียจน้ำที่จับคู่กับแอลกอฮอล์เร็วที่สุดและชัดที่สุด กลุ่มกะหล่ำปลีตามมาทีหลังจนถึงระดับเดียวกัน
จุดที่คนมักไม่พูดถึงคือ กะหล่ำปลีให้ผลคล้ายกัน ผักตระกูลกะหล่ำก็มีสารกำมะถันเหมือนกัน แปลว่าผลนี้อาจไม่ได้พิเศษเฉพาะทุเรียน
ตัวอย่าง: ขนาดที่หนูได้ ถ้าเทียบเป็นคน
ลองแปลงตัวเลขของหนูเป็นคนหนัก 60 กิโลกรัม แบบคูณตามน้ำหนักตัวตรง ๆ
- ทุเรียน 2.4 กรัม ต่อ 100 กรัม = 24 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม คูณ 60 = 1,440 กรัม หรือราว 1.4 กิโลกรัมต่อวัน
- เอทานอล 1.25 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม คูณ 60 = 75 กรัม
- เบียร์ 5% กระป๋อง 330 มิลลิลิตร มีเอทานอล 330 × 0.05 × 0.789 ≈ 13 กรัม เท่ากับ 75 ÷ 13 ≈ เกือบ 6 กระป๋อง
การเทียบแบบนี้ไม่ใช่วิธีที่นักพิษวิทยาใช้จริง เพราะหนูกับคนเผาผลาญต่างกัน แต่ช่วยให้เห็นว่าการทดลองใช้ปริมาณมากทั้งสองฝั่ง ไม่ได้ทดสอบทุเรียนสองพูกับเบียร์หนึ่งแก้ว
งานวิจัยที่มีอยู่บอกว่าทุเรียนรบกวนการกำจัดอะเซตัลดีไฮด์ได้ในหลอดทดลองและในหนู ยังไม่ได้บอกว่าคนกินเท่าไหร่ถึงอันตราย
อะไรพิสูจน์แล้ว อะไรยัง
| เรื่อง | สถานะ |
|---|---|
| สารสกัดทุเรียนยับยั้ง ALDH ของยีสต์ | พิสูจน์แล้วในหลอดทดลอง สูงสุด 70% |
| หนูได้ทุเรียนแล้วขับอะเซตัลดีไฮด์ช้าลง | พบในหนู กะหล่ำปลีก็ให้ผลคล้ายกัน |
| คนกินทุเรียนกับเหล้าแล้วอะเซตัลดีไฮด์ค้าง | ยังไม่มีการทดลองในคน |
| ปริมาณที่เริ่มอันตรายในคน | ยังไม่มีใครรู้ |
| กินคู่กันแล้วเสียชีวิต | มีข่าวเล่าต่อกัน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทุเรียนเป็นสาเหตุ |
| ท้องระเบิด | ไม่มีหลักฐานรองรับ |
กรมอนามัยเตือนเรื่องอะไร
ฝั่งไทย กรมอนามัยแนะนำว่าไม่ควรกินทุเรียนคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เหตุผลที่ให้ไว้ในข่าวปี 2562 เน้นอีกมุม คือทั้งสองอย่างให้พลังงานสูง ร่างกายอาจร้อนผิดปกติและขาดน้ำ ถ้าดื่มจนเมาหลับ อาจขาดน้ำรุนแรงและเกลือแร่ผิดปกติ จนอันตรายถึงชีวิตถ้าส่งโรงพยาบาลไม่ทัน
สังเกตว่าคำอธิบายเรื่อง “ร้อน” ของไทย กับผลในหนูที่ “ตัวเย็นลง” ไม่ตรงกัน ทั้งสองแหล่งเห็นตรงกันแค่ข้อสรุปว่าไม่ควรกินคู่กัน
ตัวอย่าง: พลังงานจากทุเรียนหนึ่งมื้อ
กรมอนามัยให้ตัวเลขว่าทุเรียน 4-6 เม็ด หรือราว 2-3 พู ให้พลังงาน 520-780 กิโลแคลอรี
- 520 ÷ 4 = 130 และ 780 ÷ 6 = 130 แปลว่าเม็ดละราว 130 กิโลแคลอรี
- กรมอนามัยแนะนำไม่เกินวันละ 2 เม็ด = ราว 260 กิโลแคลอรี
- กิน 6 เม็ด = 780 กิโลแคลอรี กรมอนามัยเทียบว่าเท่ากับข้าวมันไก่ 2 จาน ถ้าบวกเบียร์อีก 2 กระป๋อง พลังงานรวมจะสูงขึ้นอีก
ผู้ที่มีโรคไต เบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง กรมอนามัยแนะนำให้กินน้อยกว่าและไม่บ่อย
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่า 70% คือผลในคน ตัวเลขนี้มาจากเอนไซม์ของยีสต์ในหลอดทดลอง
- ไม่รู้ว่ากะหล่ำปลีก็ให้ผลคล้ายกันในหนู ทำให้คิดว่าทุเรียนพิเศษกว่าที่ข้อมูลบอก
- ไปอีกทางคือคิดว่าไม่มีหลักฐานเลย มีหลักฐานในหลอดทดลองและในหนู แค่ยังไม่มีในคน การเว้นไว้คนละมื้อจึงยังสมเหตุสมผล
- ดื่มจนเมาหลับหลังกินของมันหนัก ไม่ว่าจะทุเรียนหรือไม่ เสี่ยงขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเปล่าและมีคนดูแล
- ลืมเรื่องยา ถ้ากินยาที่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่ม
สรุป
ทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ ALDH ได้ในหลอดทดลอง และทำให้หนูขับอะเซตัลดีไฮด์ช้าลง ซึ่งเข้ากับคำเตือนเก่าแก่ แต่ยังไม่มีการทดลองในคน และกะหล่ำปลีก็ให้ผลคล้ายกันในหนู ทางที่สมเหตุสมผลคือกินทุเรียนกับดื่มแอลกอฮอล์คนละมื้อ ไม่กินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด และถ้ารู้สึกหน้าแดง ใจสั่น คลื่นไส้หนัก หรือหายใจลำบาก ให้ไปพบแพทย์ อยากรู้ว่าทุเรียนออกช่วงไหน อ่านต่อที่ ผลไม้ไทยออกเดือนไหน
แหล่งข้อมูล
- Inhibition of aldehyde dehydrogenase enzyme by durian fruit extract (Food Chemistry, 2009) — PHTnet มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- The influence of durian (cv. Monthong) on conditioned taste aversion to ethanol (Food Chemistry, 2012) — researchmap
- กรมอนามัย ชี้กินทุเรียน 4-6 เม็ด พลังงานสูงเทียบเท่ากินข้าวมันไก่ 2 จาน — Thai PBS
- Death by Durian Fruit? — Smithsonian Magazine
คำถามที่พบบ่อย
กินทุเรียนแล้วดื่มเบียร์กระป๋องเดียว จะเป็นอะไรไหม
ไม่มีงานวิจัยในคนที่ตอบได้ว่าปริมาณเท่าไหร่ถึงมีผล งานที่มีอยู่ทำในหลอดทดลองและในหนู ทางที่ระวังที่สุดคือเว้นไว้คนละมื้อ ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกินยาที่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ทุเรียนทำให้ร้อนในตัวเพราะแอลกอฮอล์ใช่ไหม
กรมอนามัยเตือนเรื่องพลังงานสูง ภาวะขาดน้ำ และการดื่มจนเมาหลับ ส่วนการทดลองในหนูวัดได้ว่าอุณหภูมิร่างกายลดลง ไม่ได้สูงขึ้น ความรู้สึกร้อนวูบวาบหน้าแดงเป็นอาการที่พบได้เมื่ออะเซตัลดีไฮด์ค้าง แต่ยังไม่มีการวัดในคนที่กินทุเรียน
ถ้าทุเรียนกับเหล้าเป็นปัญหา ผักกะหล่ำก็ด้วยไหม
ในการทดลองกับหนูปี 2555 หนูที่ได้กะหล่ำปลีก็ขับอะเซตัลดีไฮด์ช้าลงและตัวเย็นลงเหมือนกัน แต่ไม่มีหลักฐานในคนทั้งสองอย่าง จึงยังสรุปเป็นคำแนะนำไม่ได้
ส่วนผสมและความเผ็ดต่างกันไปตามร้านและสูตร ถ้าแพ้อาหาร ถามร้านก่อนสั่งทุกครั้ง