พริกขี้หนู เผ็ดกี่ SHU ผลวัดจาก เกษตรศาสตร์ และทำไม พริกรุ่นแรก เผ็ดที่สุด
งานวิจัย ม.เกษตรศาสตร์ วัดสารเผ็ดในพริกไทย 10 พันธุ์ ส่วนใหญ่ 50,000-80,000 SHU บางพันธุ์ต่ำแค่ 20,250 และพริกเก็บรุ่นแรกเผ็ดที่สุดทุกพันธุ์
- พริกไทย 9 ใน 10 พันธุ์ที่วัดเผ็ดมาก ตั้งแต่ราว 50,000 SHU ขึ้นไป สองพันธุ์ในนั้นเกิน 80,000 ส่วนพันธุ์ที่เหลือได้แค่ 20,250
- พริกที่เก็บรุ่นแรกมีสารเผ็ดสูงสุดในทุกพันธุ์ แล้วลดลงในรุ่นต่อ ๆ ไป พริกสองเม็ดจึงเผ็ดไม่เท่ากันทุกครั้ง
- สารเผ็ดอยู่มากที่ไส้ขาวด้านใน ตัวเมล็ดเองไม่ได้สร้างสารเผ็ด
- ค่า SHU ที่คำนวณจาก HPLC ใช้ตัวคูณ 15 หรือ 16 แล้วแต่ตำรา และผลระหว่างห้องแล็บต่างกันได้มาก อ่านเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
พริกขี้หนูไทยส่วนใหญ่เผ็ดราว 50,000-80,000 SHU ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมวิชาการเกษตร ที่วัดสารเผ็ดในพริก 10 พันธุ์ด้วย HPLC แต่ช่วงจริงกว้างกว่านั้นมาก พันธุ์ที่เผ็ดน้อยสุดได้แค่ 20,250 SHU และพริกที่เก็บรุ่นแรกเผ็ดกว่ารุ่นหลังในทุกพันธุ์
นี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไม “พริกสองเม็ด” ของร้านเดียวกันจึงเผ็ดไม่เท่ากันทุกวัน บทนี้ต่อจาก สั่งเผ็ดแค่ไหนดี ซึ่งพูดเรื่องคำสั่งและวิธีแก้เผ็ด คราวนี้ดูว่าความเผ็ดวัดกันยังไง
สารเผ็ดในพริกคืออะไร
ความเผ็ดมาจากสารกลุ่ม capsaicinoids สองตัวหลักคือ capsaicin และ dihydrocapsaicin ในพริกเผ็ดส่วนใหญ่ สองตัวนี้รวมกันเกือบทั้งหมด ราว 69% และ 22% ของสารเผ็ดทั้งหมดตามลำดับ สารนี้ไปจับกับตัวรับชื่อ TRPV1 ที่ปลายประสาท ซึ่งปกติรับรู้ความร้อน สมองจึงแปลผลเป็นความแสบร้อน
สารเผ็ดอยู่มากที่สุดในไส้ขาวด้านในผล (placenta) ตัวเมล็ดเองไม่ได้สร้างสารเผ็ด แต่ติดสารมาจากไส้ที่เกาะอยู่ และสารนี้ละลายน้ำได้น้อยมาก ดื่มน้ำเปล่าจึงช่วยได้ไม่มาก
SHU วัดยังไง
Scoville Heat Unit (SHU) เริ่มจากวิธีของ Wilbur Scoville ปี 1912 นำสารสกัดพริกไปเจือจางในน้ำเชื่อม ให้คนชิม 5 คนชิมไปเรื่อย ๆ จนอย่างน้อย 3 คนไม่รู้สึกเผ็ด ระดับการเจือจางนั้นคือค่า SHU วิธีนี้ขึ้นกับลิ้นคน ผลระหว่างห้องแล็บต่างกันได้ถึง ±50%
ปัจจุบันวัดด้วย HPLC (high-performance liquid chromatography) แยกและชั่งปริมาณ capsaicinoids โดยตรง แล้วคูณเป็น SHU ตำราหนึ่งใช้ตัวคูณ 15 อีกตำราใช้ 16 (capsaicin บริสุทธิ์ = 16,000,000 SHU) งานของเกษตรศาสตร์ใช้ตัวคูณ 15
งานวิจัยพริกไทย 10 พันธุ์
งานตีพิมพ์ในวารสาร Kasetsart Journal (Natural Science) ปี 2008 ปลูกพริก 10 พันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี ระหว่างมกราคมถึงกันยายน 2547 เป็น Capsicum annuum 6 พันธุ์ และ Capsicum frutescens 4 พันธุ์ เก็บผลสุกเต็มที่ 3 รุ่น ห่างกัน 30 วัน ตัดก้านและเมล็ดออก นำเนื้อรวมไส้ไปอบแห้งที่ 50°C บดเป็นผง สกัดแล้ววัดด้วย HPLC
ตัวเลขทั้งหมดเป็นมิลลิกรัมต่อกรัม น้ำหนักแห้ง พริกสดมีน้ำอยู่มาก ตัวเลขต่อกรัมพริกสดจึงต่ำกว่านี้
| พันธุ์ | ชนิด | capsaicinoids รวม (mg/g) | SHU | กลุ่ม |
|---|---|---|---|---|
| หัวเรือ | C. annuum | 5.81 | 87,135 | เผ็ดมากที่สุด |
| K07 (กาญจนบุรี 07) | C. frutescens | 5.39 | 80,805 | เผ็ดมากที่สุด |
| ห้วยสีทน ศก1 | C. annuum | 5.21 | 78,075 | เผ็ดมาก |
| พิจิตร 007 | C. annuum | 4.50 | 67,425 | เผ็ดมาก |
| จินดา | C. annuum | 3.42 | 51,255 | เผ็ดมาก |
| K05 (กาญจนบุรี 05) | C. frutescens | 1.35 | 20,250 | ต่ำสุดในชุด |
ช่วงตัวเลขในงานนี้มีจุดที่ไม่ตรงกันเล็กน้อย บทคัดย่อเขียนว่ากลุ่มเผ็ดมากอยู่ที่ 45,000-80,000 SHU ส่วนเนื้อหาในบทความเขียน 50,000-80,000 SHU ขณะที่วิกิพีเดียให้ช่วงพริกขี้หนูไว้ 50,000-100,000 SHU และกล่องข้อมูลในหน้าเดียวกันเขียนสูงถึง 250,000 สรุปได้ว่าพริกขี้หนูไทยส่วนใหญ่อยู่ราวห้าหมื่นถึงแปดหมื่นปลาย ๆ แต่ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกเม็ด
ตัวอย่าง: แปลง mg/g เป็น SHU
- พริกหัวเรือมี capsaicinoids 5.81 mg/g
- 1 mg/g = 1,000 ppm ดังนั้น 5.81 mg/g = 5,810 ppm
- คูณ 15 ตามสูตรในงานวิจัย: 5,810 × 15 = 87,150 SHU (ตารางในงานวิจัยเขียน 87,135 เพราะใช้ค่าก่อนปัดเศษ)
- พันธุ์ K05: 1.35 mg/g = 1,350 ppm × 15 = 20,250 SHU
- เทียบกัน 87,135 ÷ 20,250 ≈ 4.3 เท่า
ถ้าใช้ตัวคูณ 16 ตามอีกตำรา หัวเรือจะได้ 92,960 SHU ตัวเลขเปลี่ยนไปราว 7% จากสูตรอย่างเดียว
พันธุ์ไม่ได้บอกทุกอย่าง
K05 เป็น C. frutescens ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นชนิดที่เผ็ดจัด แต่กลับเผ็ดน้อยที่สุดในชุด ผู้วิจัยอธิบายว่า K05 มีเนื้อผลหนาและไส้เล็ก ขณะที่พริก frutescens พันธุ์อื่นเนื้อบางและไส้ใหญ่ สอดคล้องกับงานก่อนหน้าที่พบว่าพริกเนื้อบางมักเผ็ดกว่าพริกเนื้อหนา ข้อสรุปของงานคือความเผ็ดขึ้นกับพันธุ์และรูปทรงผล มากกว่าชนิดพริก
ทำไมพริกรุ่นแรกเผ็ดสุด
ทุกพันธุ์มีสารเผ็ดสูงสุดในการเก็บรุ่นแรก (เมษายนสำหรับ C. annuum และมิถุนายนสำหรับ C. frutescens) แล้วลดลงในรุ่นถัดไป เช่น capsaicin ของ K07 ลดจาก 4.85 เป็น 3.71 และ 2.72 mg/g ในสามรุ่น ลดไปราว 44% ส่วนค่าเฉลี่ย capsaicin ทุกพันธุ์ลดจาก 3.34 mg/g ในรุ่นแรกเป็น 2.62 mg/g ในรุ่นที่สอง
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับอายุต้น ช่วงแรกต้นมีผลน้อย ผลไม่ต้องแย่งสารอาหารกันมาก พอต้นแก่ขึ้นและติดผลมาก การแข่งกันมากขึ้น สารเผ็ดต่อผลจึงลดลง
พริกเม็ดเดียวกันขนาดเท่ากัน อาจเผ็ดต่างกันหลายเท่า ขึ้นกับพันธุ์ รุ่นที่เก็บ และสภาพปลูก การนับเม็ดพริกช่วยได้ แต่ไม่ใช่มาตรวัดที่แม่นยำ
เอาไปใช้ตอนสั่งยังไง
- ร้านใหม่ หรือช่วงพริกเพิ่งออก สั่งน้อยกว่าที่เคยกินหนึ่งระดับ แล้วเติมเองจากพริกน้ำปลา
- ขอพริกแยก เหมาะกับร้านตามสั่ง ส้มตำ และยำ ได้คุมเองทีละน้อย
- ทำเองที่บ้าน ถ้าอยากลดเผ็ดแต่ยังได้กลิ่นพริก ผ่าแล้วขูดไส้ขาวออก ไม่ใช่แค่แกะเมล็ด และล้างมือก่อนจับตา
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เชื่อตัวเลข SHU เป็นค่าตายตัว ค่าขึ้นกับพันธุ์ รุ่น วิธีวัด และตัวคูณ อ่านเป็นช่วงเสมอ
- เทียบตัวเลขน้ำหนักแห้งกับพริกสด งานวิจัยนี้วัดจากพริกอบแห้ง ตัวเลขต่อกรัมพริกสดต่ำกว่ามาก
- แกะแค่เมล็ด สารเผ็ดอยู่ที่ไส้ขาวเป็นหลัก
- คิดว่าพริกเม็ดเล็กเผ็ดกว่าเสมอ ในพริกผลสั้นด้วยกัน พันธุ์ที่เผ็ดสุดกับน้อยสุดต่างกันราวสี่เท่า
สรุป
พริกขี้หนูไทยส่วนใหญ่เผ็ดราว 50,000-80,000 SHU แต่บางพันธุ์ต่ำถึง 20,250 และบางพันธุ์เกิน 80,000 พริกรุ่นแรกเผ็ดสุดแล้วค่อย ๆ ลดลง สารเผ็ดอยู่ที่ไส้ขาว ไม่ใช่เมล็ด ตัวเลขเหล่านี้อธิบายว่าทำไมการสั่ง “พริกสองเม็ด” ยังมีลุ้น และทำไมขอพริกแยกจึงเป็นวิธีที่คุมได้ดีที่สุด
แหล่งข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
SHU คืออะไร
Scoville Heat Unit หน่วยวัดความเผ็ด เดิมวัดโดยเจือจางสารสกัดพริกในน้ำเชื่อมจนคนชิมไม่รู้สึกเผ็ด ปัจจุบันวัดสาร capsaicinoids ด้วย HPLC แล้วแปลงเป็น SHU
แกะเมล็ดพริกออกแล้วจะเผ็ดน้อยลงไหม
ลดได้ถ้าขูดไส้ขาวด้านในออกด้วย เพราะสารเผ็ดอยู่มากที่ไส้ขาว ตัวเมล็ดไม่ได้สร้างสารเผ็ดเอง แค่ติดมาจากไส้
พริกขี้หนูเผ็ดกว่าพริกชี้ฟ้าเสมอไหม
โดยทั่วไปใช่ ในงานวิจัยพริกผลยาว 9-15 ซม. เผ็ดตั้งแต่น้อยมากถึงกลาง ส่วนพริกผลสั้น 2-7 ซม. เผ็ดตั้งแต่กลางถึงเผ็ดมาก แต่ในพริกผลสั้นด้วยกันเองก็ต่างกันได้ถึงราวสี่เท่า
ส่วนผสมและความเผ็ดต่างกันไปตามร้านและสูตร ถ้าแพ้อาหาร ถามร้านก่อนสั่งทุกครั้ง